เมทริกซ์แอนซอฟฟ์กับธุรกิจดนตรี: สี่ทางเลือกในการเติบโต

เมทริกซ์แอนซอฟฟ์เป็นตารางสองคูณสองที่ใช้ตอบคำถามว่าธุรกิจจะโตจากทางไหน โดยแบ่งตามสินค้าเดิมหรือสินค้าใหม่ และตลาดเดิมหรือตลาดใหม่ ได้สี่ทางเลือก คือ เจาะตลาดเดิม พัฒนาตลาดใหม่ พัฒนาสินค้าใหม่ และกระจายธุรกิจ สำหรับธุรกิจดนตรี ไม่ว่าจะเป็นสตูดิโอสอนดนตรี ร้านเครื่องดนตรี หรือแอปเรียนดนตรี ตารางนี้ทำให้มองออกว่าความเสี่ยงของแต่ละทางมากน้อยไม่เท่ากัน ก่อนจะลงเงินและเวลา
แนวคิดนี้มาจากบทความของ Igor Ansoff ในวารสาร Harvard Business Review เมื่อปี 1957 และยังถูกใช้สอนในวิชาการตลาดจนถึงปัจจุบัน เพราะเรียบง่ายและบังคับให้ทีมพูดเรื่องเดียวกัน
ช่องที่หนึ่ง: ขายสิ่งเดิมให้คนเดิมมากขึ้น
การเจาะตลาดเดิมคือการทำให้ลูกค้ากลุ่มเดิมใช้บริการเดิมบ่อยขึ้นหรือนานขึ้น เป็นทางที่ความเสี่ยงต่ำเพราะรู้จักทั้งสินค้าและลูกค้าอยู่แล้ว
ตัวอย่างสมมติ
สตูดิโอดนตรีแห่งหนึ่งพบว่านักเรียนหลายคนหยุดเรียนหลังจบเทอมแรก จึงเพิ่มการแสดงเล็ก ๆ ปลายเทอมและส่งสรุปพัฒนาการให้ผู้ปกครองทุกเดือน เป้าหมายคือให้นักเรียนเดิมเรียนต่อ ไม่ใช่หาคนใหม่
- วัดผลง่าย ดูจากอัตราการเรียนต่อ
- ใช้งบไม่มาก เพราะปรับสิ่งที่มีอยู่
- มีเพดาน เมื่อลูกค้าเดิมใช้เต็มที่แล้วจะโตต่อยาก
ช่องที่สอง: พาสินค้าเดิมไปหาคนกลุ่มใหม่
การพัฒนาตลาดคือการนำสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วไปเสนอให้กลุ่มใหม่ เช่น จังหวัดใหม่ ช่วงวัยใหม่ หรือผู้ใช้ภาษาอื่น ความเสี่ยงอยู่ที่ความไม่รู้จักลูกค้ากลุ่มใหม่
ตัวอย่างสมมติ
คอร์สที่เดิมออกแบบให้เด็ก ถูกปรับตารางเป็นช่วงค่ำเพื่อรับผู้ใหญ่วัยทำงาน เนื้อหาหลักเหมือนเดิม แต่ภาษาที่ใช้สื่อสาร ภาพ และช่องทางโฆษณาเปลี่ยนไป อีกตัวอย่างคือบทเรียนออนไลน์ที่เพิ่มคำบรรยายภาษาอังกฤษและจีนกลางเพื่อเข้าถึงผู้เรียนนอกประเทศ

ช่องที่สาม: สร้างสิ่งใหม่ให้คนที่รู้จักเราแล้ว
การพัฒนาสินค้าใหม่ใช้ความไว้ใจของลูกค้าเดิมเป็นฐาน แล้วเสนอสิ่งที่ยังไม่เคยมี ธุรกิจดนตรีหลายแห่งเลือกทางนี้เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน
ตัวอย่างสมมติ
โรงเรียนดนตรีที่สอนแบบตัวต่อตัวมาหลายปี เพิ่มเครื่องมือซ้อมที่บ้านซึ่งใช้ AI ฟังเสียงแล้วบอกจุดผิด ผู้ปกครองที่ไว้ใจโรงเรียนอยู่แล้วจะลองใช้ง่ายกว่าคนแปลกหน้า แต่ทีมต้องลงทุนพัฒนาและทดสอบให้ใช้งานได้จริงก่อนเปิดตัว
ช่องที่สี่: ของใหม่ในตลาดใหม่
การกระจายธุรกิจคือการทำสิ่งที่ไม่เคยทำกับคนที่ไม่เคยรู้จัก เป็นทางที่เสี่ยงสูงกว่าช่องอื่นทั้งหมด เพราะไม่มีความรู้เดิมรองรับทั้งสองด้าน บางครั้งก็คุ้มค่า หากธุรกิจเดิมมีทักษะที่ถ่ายโอนได้ เช่น ทีมที่ทำเนื้อหาสอนดนตรีเก่ง อาจขยายไปทำเสียงประกอบสื่อการเรียนวิชาอื่น
ใช้ตารางนี้ในการประชุมทีมอย่างไร
- เขียนแนวคิดทุกข้อที่ทีมมีลงกระดาษแผ่นเล็ก แล้ววางลงในช่องที่ทีมเห็นตรงกันว่าเหมาะ
- ดูว่าแนวคิดส่วนใหญ่กองอยู่ช่องไหน ถ้าอยู่ช่องสี่ทั้งหมด แผนอาจเสี่ยงเกินกำลัง
- กำหนดตัวชี้วัดของแต่ละช่องแยกกัน เพราะความสำเร็จของช่องหนึ่งกับช่องสี่ไม่เหมือนกัน
- ทบทวนทุกไตรมาส ตลาดดนตรีเปลี่ยนเร็วตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมการฟัง
ข้อควรระวังคือ ตารางนี้ไม่ได้บอกว่าทางไหนถูก มันแค่ช่วยให้มองเห็นตัวเลือกครบและพูดถึงความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา การตัดสินใจยังต้องอาศัยข้อมูลจริงจากลูกค้า
ตัวอย่างสมมติแบบครบสี่ช่องในธุรกิจเดียว
ลองนึกถึงสตูดิโอดนตรีขนาดกลางที่สอนเปียโนและกีตาร์ในเมืองใหญ่ ทีมนั่งคุยกันแล้วได้แนวคิดสี่ข้อ ข้อแรก เพิ่มคาบซ้อมรวมวันเสาร์สำหรับนักเรียนเดิม ซึ่งอยู่ช่องเจาะตลาด ข้อสอง เปิดคอร์สเดิมแบบออนไลน์ให้คนต่างจังหวัด ซึ่งอยู่ช่องพัฒนาตลาด ข้อสาม ทำชุดฝึกฟังเสียงแบบดิจิทัลให้นักเรียนเดิมใช้ที่บ้าน ซึ่งอยู่ช่องพัฒนาสินค้า ข้อสี่ รับทำเพลงประกอบให้ร้านค้าในย่าน ซึ่งอยู่ช่องกระจายธุรกิจ
เมื่อวางครบ ทีมเห็นทันทีว่าข้อสี่ต้องใช้ทักษะที่ทีมยังไม่มี เช่น การเจรจาสัญญาและการจัดการสิทธิ์เพลง จึงตัดสินใจเก็บไว้ก่อน แล้วเลือกทำข้อหนึ่งกับข้อสามในไตรมาสแรก เพราะทั้งสองข้อใช้ฐานลูกค้าเดิมและเสริมกันได้ เมื่อมีข้อมูลการใช้งานจากนักเรียนเดิมแล้ว ค่อยพิจารณาข้อสองต่อในไตรมาสถัดไป
ประเด็นสำคัญของตัวอย่างนี้คือ ตารางไม่ได้ตัดสินแทนทีม แต่ช่วยให้ทีมคุยกันด้วยภาษาเดียวกัน ทุกคนเห็นภาพรวมบนกระดาษแผ่นเดียว และเข้าใจว่าทำไมบางแนวคิดถูกพักไว้ แทนที่จะรู้สึกว่าความเห็นของตัวเองถูกปัดตก
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: ธุรกิจดนตรีเล็ก ๆ ควรเริ่มช่องไหน
ตอบ: ส่วนใหญ่เริ่มจากช่องแรก เพราะใช้ทรัพยากรน้อยและเรียนรู้จากลูกค้าที่มีอยู่ได้ทันที
ถาม: ทำหลายช่องพร้อมกันได้ไหม
ตอบ: ได้ แต่ควรแบ่งงบและคนให้ชัด ไม่ให้งานช่องเสี่ยงสูงกินทรัพยากรของงานหลัก
ถาม: ตารางนี้ใช้กับนักดนตรีอิสระได้หรือไม่
ตอบ: ใช้ได้ เช่น เพลงเดิมกับผู้ฟังเดิม เทียบกับการแสดงในเมืองใหม่ หรือการทำเพลงแนวใหม่
ถาม: ต้องมีข้อมูลตัวเลขมากแค่ไหนก่อนตัดสินใจ
ตอบ: เริ่มจากข้อมูลที่เก็บได้ง่าย เช่น จำนวนผู้สมัคร การเรียนต่อ และความเห็นลูกค้า แล้วค่อยเพิ่มเมื่อธุรกิจโตขึ้น
เริ่มวางแผนเติบโตกับ TIGA ALPHA
TIGA ALPHA คือแอปพลิเคชันสอนเปียโนออนไลน์ที่ทีมคนไทยพัฒนาขึ้น ใช้การสอนเปียโนด้วย AI ฟังสิ่งที่ผู้เรียนเล่นเปียโนแล้วบอกจุดที่โน้ตหรือจังหวะคลาด มีบทเรียนทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีนกลาง โดยมีครูอั้ม ผู้สอนเปียโนมา 20 ปี เป็น CEO ดูแลแนวทางบทเรียน ถ้ากำลังหาแอปสอนเปียโนสำหรับซ้อมทุกวัน หรือแอปสอนเปียโนออนไลน์ที่พกไปได้ทุกที่ ลองแอปสอนเปียโน AI ได้ที่ TIGA ALPHA ทุกคนใช้แพ็กเกจพรีเมียมฟรี 7 วัน แล้วต่อเดือนละ 799 บาท
คนที่อยากเรียนเปียโนออนไลน์ด้วยคอร์สเรียนเปียโนออนไลน์ AI ควบคู่กับการเรียนเปียโนกับครูตัวจริง ดูคอร์สเปียโนและคอร์สเรียนเปียโนได้ที่ TIGA Studio ซึ่งสอนดนตรีให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยากเรียนดนตรีและเล่นดนตรีอย่างมีความสุข ส่วนเรื่องราวของบริษัทนวัตกรรมการศึกษาด้วย AI ที่อยู่เบื้องหลังแอป อ่านต่อได้ที่ www.tigaalpha.com